Categories
ช่างรู้คู่บ้าน

เลือกวัสดุยาแนวผิดชีวิตเปลี่ยน!!

ช่างรู้คู่บ้าน | Home Companion

เลือกวัสดุยาแนวผิดชีวิตเปลี่ยน!!

รู้ไหมยาแนวที่เราใช้ๆ กันอยู่ทุกมีกี่ประเภทและต้องเลือกใช้อย่างไรให้เหมาะสม?

เคยใช่ไหม.. เวลาพบปัญหาแตกร้าวหรือรั่วซึมต่างๆ
เราก็มักจะใช้ปืนยิงซิลิโคนหรือยาแนวเพื่อแก้ไขปัญหาต่างๆ ด้วยตัวเอง

 

แต่พอระยะเวลาผ่านไปไม่นาน
จุดที่ทำการซ่อมแซมก็กลับมามีปัญหาอีกครั้ง
เนื่องจากซิลิโคนหรือยาแนวที่ใช้นั้นมีการหลุดร่อน
ซึ่งปัญหาที่แท้จริงที่ซ่อมเท่าไหร่ก็ไม่จบซักที
ก็เพราะ “ปัญหาเลือกวัสดุยาแนวผิดประเภท” ในการใช้งานนั่นเอง..

วันนี้แอดมินจึงขออาสามาแนะนำประเภทของงานให้เหมาะสมกับยาแนวแต่ละชนิด ไปดูกันเลย!

 

แบบซิลิโคน

ข้อดี

✔ มีความยืดหยุ่นถึง 25 %

✔ ทนรังสี UV

✔ แรงยึดเกาะสูง

✔ ใช้งานได้ทั้งภายนอกและภายใน

ซึ่งก็จะถูกแบ่งออกเป็น 2 ประเภทดังนี้

ประเภทที่มีกรด

เหมาะกับการใช้งานทั่วไปเช่นอุดรอยกระจกต่างๆ หรือตามวงกบประตูหน้าต่าง เพราะแห้งเร็ว แต่ห้ามนำไปใช้กับวัสดุที่ผลิตมาจากหินหรือเซรามิกเพราะจะไปกัดจนทำให้วัสดุเหล่านั้นเสียหายได้ อีกทั้งยังมีกลิ่นที่ค่อนข้างเหม็นเปรี้ยวอีกด้วย

ประเภทที่ไม่มีกรด

เหมาะกับงานโลหะหรือหินธรรมชาติเพราะจะไม่ทำให้วัสดุเหล่านั้นเสียหาย อีกทั้งยังไม่มีกลิ่นรบกวนใจแต่มีข้อเสียคือราคาแพง แห้งช้า ไม่ค่อยมีความแข็งแรง และไม่สามารถทาสีทับได้

 

แบบอะคริลิค

แบบอะคริลิคนั้นจะมีคุณสมบัติ หลักๆ ดังนี้

ข้อดี

✔ ทาสีทับได้

✔ ราคาถูก

ข้อเสีย

❌ ไม่ทนแดด

❌ ความยืดหยุ่นต่ำ

❌ ทนทานน้อย

❌ รับแรงได้ต่ำ


โดยแบบอะคริลิคนั้นเหมาะสำหรับใช้งานภายใน เช่น ยาแนวฝ้า/รอยต่อชักโครก/รอยต่อสุขภัณฑ์ ซึ่งต้องคอยสังเกตให้ดีในในการใช้งานเพราะเป็นยาแนวที่มีคุณสมบัติด้อยที่สุดในตระกูลของยาแนว ซึ่งต้องคอยสังเกตให้ดีเมื่อต้องใช้งาน หรือเพื่อเอาไว้ตรวจสอบกับช่างว่าใช้วัสดุได้เหมาะสมกับหน้างานหรือไม่

 

แบบโพลียูริเทน หรือ พียู

แบบโพลียูริเทนหรือพียูจะมีคุณสมบัติหลักๆ ดังนี้

ข้อดี

✔ มีความยืดหยุ่นถึง 25 %

✔ แข็งแรงทนทาน

✔ ทนแสง UV ได้ในระดับหนึ่ง

✔ ใช้ได้ทั้งภายนอกภายใน

✔ รับแรงดึงได้สูง

✔ ไม่หลุดไม่ร่อน

ข้อเสีย

❌ ราคาค่อนข้างสูง


ยาแนวตัวนี้มีคุณสมบัติที่ครบเครื่องในเรื่องของการใช้งานไม่ว่าจะงานภายนอกหรืองานภายในที่ต้องใช้ความแข็งแรงเป็นพิเศษซึ่งใช้ตัวนี้ ถือว่าจบสุดทั้งเรื่องการเชื่อมรอยต่อต่างๆ

 

แบบโมดิฟายซิลิโคน หรือ ไฮบริด

แบบโมดิฟายซิลิโคน หรือ ไฮบริด จะเป็นซิลิโคนที่มีการเอาข้อดีและข้อเสียของทั้ง แบบ พียู และ แบบซิลิโคน มาผสมผสานกัน เพราะทั้งยืดหยุ่นและป้องกันรังสียูวีได้เหมือนซิลิโคน และทาสีทับได้เหมือนพียูอีกทั้งยังไม่มีกรดอีกด้วย โดยถ้าพูดถึงเรื่องคุณสมบัติ โมดิฟายซิลิโคน หรือ ไฮบริด จะดีที่สุดในรุ่น แต่ข้อเสียเพียงอย่างเดียวเลยคือราคาจะสูงมากกว่ายาแนวชนิดอื่น

ทริคส่งท้ายดีๆ จากทีมช่าง 24 FIX

– ต้องทำความสะอาดพื้นผิวให้เรียบร้อยเพราะถ้าเราทำความสะอาดพื้นผิวหน้างานไม่เรียบร้อยจะทำให้วัสดุยาแนวนั้นไม่สามารถเกาะกับพื้นผิวนั้นๆ ได้

– ควรเลือกยาแนวให้เหมาะสมกับหน้างานมากที่สุดเพราะจะส่งผลต่องบประมาณในการซ่อมแซม

 

สำหรับใครที่ต้องการผู้ช่วยมาดูแลงานซ่อมสามารถให้ทีมช่างอุ่นใจ 24 FIX ทีมช่างมือหนึ่ง งานคุณภาพได้มาตรฐาน สามารถจองบริการได้ที่ : www.24fix.co

 

#มือช่างที่คุณวางใจ

#คิดซ่อมบ้านคิดถึง24FIX

 

ติดต่อสอบถามเพิ่มเติมได้ที่

LINE : @24fix หรือ http://nav.cx/hFKUxZl

Facebook Chat : m.me/24fixco

☎ ศูนย์บริการสุขภาพบ้าน

Call center : 02-114-7052

 

#24FIX

#maintenanceservicesolution

#งานซ่อมมาตรฐานบริการประทับใจ

Categories
ช่างรู้คู่บ้าน

ซื้อสีทาบ้าน ‘คำนวณ’ ยังไง? ให้พอดีกับพื้นที่

ช่างรู้คู่บ้าน | Home Companion

ซื้อสีทาบ้าน ‘คำนวณ’ ยังไง? ให้พอดีกับพื้นที่

หลายคนที่เคยทาสีบ้านด้วยตัวเอง

ต้องเคยผ่านการตั้งคำถามเหล่านี้มาก่อนอย่างแน่นอน

เพราะสิ่งหนึ่งที่คุณต้องรู้ นั่นก็คือการ ‘คำนวณสีทาบ้าน’

ให้รู้ปริมาณสีที่ต้องซื้ออย่างแน่ชัด เพื่อไม่ให้เป็นการเสียเวลา และไม่ให้สิ้นเปลืองเงินซื้อสีมาเกินโดยไม่จำเป็น

ช่างอุ่นใจมีคำตอบมาบอกกัน ด้วย 3 ขั้นตอนง่ายๆ ดังต่อไปนี้ ไปดูกันเลย!

 

ขั้นตอนที่ 1 : คำนวณพื้นที่ที่คุณต้องการทาสีโดยประมาณ

.

.

วัดความยาวของผนังแต่ละด้าน

และไม่จำเป็นต้องหักพื้นที่ของช่องหน้าต่างยิบย่อย

เพื่อเป็นการเผื่อสีที่ทาไว้ประมาณ 5-10%

และคำนวณโดยใช้สูตรกว้าง x สูง

เสร็จแล้วให้นำพื้นที่แต่ละด้านมาบวกรวมกัน

ก็จะได้ ‘พื้นที่ทาสีทั้งหมด’ ที่เราต้องการ

 

ขั้นตอนที่ 2 : พื้นที่ที่วัดได้ หารด้วยความสามารถในการทาสีต่อถัง

.

.

ถังสีโดยทั่วไปแบ่งออกเป็น 4 ขนาด

1) ถังสีขนาด 1/4  แกลลอน บรรจุ 0.946 ลิตร

สามารถทาได้พื้นที่ประมาณ 6 ตร.ม./ถัง/เที่ยว*

2) ถังสีขนาด 1 แกลลอน บรรจุ 3.785 ลิตร

สามารถทาได้พื้นที่ประมาณ 24 ตร.ม./ถัง/เที่ยว*

3) ถังสีขนาด 2.5 แกลลอน บรรจุ 9.46 ลิตร 

สามารถทาได้พื้นที่ประมาณ 60 ตร.ม./ถัง/เที่ยว*

4) ถังสีขนาด 5 แกลลอน บรรจุ  18.925 ลิตร

สามารถทาได้พื้นที่ประมาณ 120 ตร.ม./ถัง/เที่ยว*

 

ยกตัวอย่างเช่น

พื้นที่ที่ต้องการทาสี 240 ตร.ม.

คุณลูกค้าเลือกซื้อถังสีขนาด 5 แกลลอน

ซึ่งสามารถทาได้พื้นที่ประมาณ 120 ตร.ม./ถัง/เที่ยว

จะคำนวณได้ดังนี้

240 หารด้วย 120 จะได้ค่าเท่ากับ 2 นั่นเอง
***แต่ยังไม่ใช่ ‘คำตอบสุดท้าย’ นะครับ

ต้องไปอ่านขั้นตอนที่ 3 กันต่อ!***

 

ขั้นตอนที่ 3 : คูณจำนวนรอบในการทาสี

สำหรับสีรองพื้น ทาเพียง 1 รอบเท่านั้น (คูณ 1)

และสีทับหน้า ทาทับ 2 รอบ (คูณ 2) 

เพื่อให้สีมีอายุการใช้งานได้อย่างยาวนาน สวยงาม ยึดแน่น ทนนาน

ดังนั้น ในกรณีพื้นที่ 240 ตร.ม.

240 หารด้วย 120 จะได้ค่าเท่ากับ 2 แล้วต้องคำนวณจำนวนรอบการทาสีด้วย ได้แก่

– สีรองพื้น ขนาด 5 แกลลอน = 2×1 = ซื้อ 2 ถัง

– สีทับหน้า ขนาด 5 แกลลอน = 2×2 = ซื้อ 4 ถัง

เพียงเท่านี้คุณก็จะสามารถซื้อสีได้อย่างพอดี ไม่ต้องเสียเวลา และสิ้นเปลืองเงินซื้อสีมาเกินโดยไม่จำเป็นอีกด้วย

‘ช่างนี้ชี้แนะ’ ช่างอุ่นใจแนะนำว่า คุณลูกค้าสามารถเลือกซื้อสีในขนาดต่างๆ ได้ เพื่อให้การใช้สีคุ้มค่าที่สุด โดยแบ่งเป็นขนาดแกลลอนเล็กผสมกับขนาดแกลลอนใหญ่ จะช่วยประหยัดเงินได้มากขึ้นครับ

*หมายเหตุ ความสามารถในการทาสีที่ระบุข้างต้นเป็นตัวเลขมาตรฐานที่ทางบริษัทฯ แนะนำสำหรับเจ้าของบ้านมือใหม่ที่ทาสีด้วยตนเอง ทั้งนี้ความสามารถในการทาสีต่อสี 1 ถัง จะทาได้มากหรือน้อยขึ้นอยู่กับความชำนาญของผู้ทาสีด้วย

 

สำหรับใครที่ต้องการผู้ช่วยมาดูแลงานทาสีอยู่ ให้ทีมช่างอุ่นใจ 24 FIX ทีมทาสีมือหนึ่ง งานคุณภาพได้มาตรฐาน สามารถจองบริการได้ที่ : www.24fix.co

 

#มือช่างที่คุณวางใจ

#คิดซ่อมบ้านคิดถึง24FIX

 

ติดต่อสอบถามเพิ่มเติมได้ที่

LINE : @24fix หรือ http://nav.cx/hFKUxZl

Facebook Chat : m.me/24fixco

☎ ศูนย์บริการสุขภาพบ้าน

Call center : 02-114-7052

 

#24FIX

#maintenanceservicesolution

#งานซ่อมมาตรฐานบริการประทับใจ

Categories
ช่างรู้คู่บ้าน

มือใหม่ทาสีบ้านด้วยตัวเอง อ่านครบ งานจบได้ใน 6 ขั้นตอน

ช่างรู้คู่บ้าน | Home Companion

มือใหม่ทาสีบ้านด้วยตัวเอง อ่านครบ งานจบได้ใน 6 ขั้นตอน

 

เมื่อเริ่มเข้าสู่หน้าหนาว..

งานปรับปรุงบ้านยอดฮิตในช่วงนี้คงหนีไม่พ้น ‘การทาสี’

.

เพราะเป็นช่วงที่ไม่มีน้ำฝนจากท้องฟ้ามาคอยกวนใจ และยังเป็นช่วงที่อุณหภูมิเหมาะสม อากาศไม่ร้อนเกินไป ความชื้นในอากาศไม่สูงมาก รวมถึงเป็นช่วงที่เหมาะกับการปรับปรุงบ้านเพื่อต้อนรับสิ่งดีๆ ในปีใหม่ ที่ใกล้จะมาถึงอีกด้วย!

หลายคนอาจมองว่าการทาสีห้องใหม่ให้บ้านตัวเองนั้น อาจเป็นเรื่องที่ทำได้ยากและแลดูวุ่นวาย

วันนี้ ‘ช่างอุ่นใจ’ จะมาแชร์วิธีการทาสีสำหรับ #มือใหม่สายDIY ที่ต้องการสร้างสรรค์ผนังบ้านด้วยตัวเองแบบง่ายๆ ให้สวยงามไม่แพ้ช่างมืออาชีพมาฝากกัน จะเป็นยังไง ไปดูกันเลย!

 

เช็คผนังของบ้านคุณ

.

.

เริ่มที่ขั้นตอนแรกสุด คือ คุณต้องทราบก่อนว่าพื้นผิวของผนังบ้านที่จะทาเป็นแบบไหน

• ผนังเก่า

• ผนังใหม่

• ผนังภายใน

• ผนังภายนอก

เพราะว่าการทาสีผนังบ้านเก่ากับบ้านใหม่ที่เพิ่งสร้างเสร็จ จะมีวิธีการเตรียมพื้นผิว และใช้ผลิตภัณฑ์ทาสีที่แตกต่างกัน 

รวมถึงการทาสีภายใน หรือภายนอกจะใช้สีที่มีคุณสมบัติเฉพาะที่แตกต่างกัน

ยกตัวอย่างเช่น สีภายนอกจะเน้นไปที่ความทนทานต่อสภาพอากาศ แต่สีภายในจะเน้นเรื่องการทำความสะอาดง่าย ปลอดกลิ่นและสารเคมีต่างๆ เป็นต้น ซึ่งในปัจจุบันสีทาบ้านก็มีนวัตกรรมที่เราสามารถใช้สีทาบ้านได้ทั้งภายในและภายนอกให้เลือกซื้อกันแล้ว ง่ายและสะดวกสุดๆ ไปเลย เช่น TOA Supershield Titanium, BegerCool DiamondShield 15 เป็นต้น

‘ช่างนี้ชี้แนะ’ ถึงแม้ว่านวัตกรรมสมัยใหม่จะมีทางเลือกสีที่ใช้ได้ทั้งภายนอกและภายใน แต่ช่างอุ่นใจแนะนำว่าให้เลือกใช้สีที่เหมาะสมกับพื้นที่นั้นๆ จะดีที่สุดครับ!

 

เตรียมอุปกรณ์ทาสีต้องใช้อะไรบ้าง?

.

.

อุปกรณ์ที่ต้องเตรียมนอกจากสีทับหน้าและสีรองพื้น ได้แก่

1) ลูกกลิ้งทาสี : ใช้สำหรับทาบริเวณพื้นที่กว้างๆ โดยส่วนใหญ่ลูกกลิ้งมีขนาดให้เลือกตามความเหมาะสม 10, 7 เเละ 4 นิ้ว

2) ด้ามต่อลูกกลิ้ง : ใช้สำหรับทาสีในจุดที่อยู่สูงมาก โดยไม่สามารถเอื้อมมือทาถึงได้

3) แปรงทาสี : ใช้สำหรับเก็บรายละเอียดงานทาสีตามขอบมุม มีให้เลือกใช้ตามขนาดตั้งแต่ 1-5 นิ้ว

4) ถังสี : ใช้สำหรับเเบ่งสีจากถังหลักออกมาใช้

5) ผ้าใบปูพื้น : ใช้สำหรับป้องกันสีหยดที่พื้น

6) เทปกาว : ที่ใช้สำหรับป้องกันพื้นที่มุมขอบบริเวณต่าง ๆ เช่น ขอบประตู, ขอบหน้าต่าง หรือเครื่องปรับอากาศ เป็นต้น

โดยเลือกแบบที่ไม่ทิ้งคราบกาวไว้ และเมื่อทาสีเนื้อสีจะต้องไม่ซึมเข้าไปข้างใน

7) เกรียง (สำหรับผนังเก่า) : อุปกรณ์ที่ใช้สำหรับแซะปูนเก่า เกลี่ยรอยโป๊ว ขึ้นลายสี

8) กระดาษทราย : ใช้สำหรับขัดเตรียมพื้นผิวให้เรียบเนียนก่อนทาสีรองพื้น

 

เตรียมพื้นผิวก่อนเริ่มทาสี

.

.

จากที่กล่าวไปข้างต้นว่า การเตรียมพื้นผิวสำหรับผนังใหม่ และผนังเก่านั้นมีความแตกต่างกัน

• ผนังใหม่ : เช็คค่าความชื้นให้ดีก่อน ด้วยเครื่องวัดความชื้น Protimeter ซึ่งค่าที่เหมาะสมจะอยู่ระหว่าง 14-16%

• ผนังเก่า : ต้องจัดการปัญหาของผนังเก่าให้เรียบร้อยก่อน โดยแบ่งออกดังนี้

1) สีเก่าหลุดล่อน ให้ทำการแซะลอกสีเก่าด้วยเกรียงออกก่อนให้เรียบร้อย

2) รอยแตก รอยร้าว อุดโป๊วรอยร้าวนั้นให้เรียบร้อย พร้อมขัดด้วยกระดาษทรายให้พื้นผิวเรียบเนียนก่อนทาสีรองพื้น

3) เชื้อรา ตะไคร่น้ำ คราบเกลือ ขัดล้างทำความสะอาด และปล่อยให้พื้นผิวแห้งอย่างน้อย 24 ชั่วโมง หลังจากนั้นควรทาด้วยน้ำยากำจัดเชื้อราตะใคร่น้ำ เพื่อป้องกันการเกิดคราบในระยะยาว

 

ทาสีรองพื้น หรือ Primer

.

.

ก่อนที่จะทาสีรองพื้นคุณควรปูผ้าใบรองพื้นให้เรียบร้อย เพื่อป้องกันสีหยดตามพื้น และทำการใช้เทปกาวป้องกันพื้นที่มุมขอบบริเวณต่างๆ 

ทำไมต้องทาสีรองพื้น?

สีรองพื้นเป็นสีชั้นแรกที่ใช้ทาบนผนังก่อนลงสีทับหน้า เพียง 1 ครั้งก็เพียงพอแล้ว ซึ่งจะช่วยป้องกันปัญหาต่างๆ ที่อาจจะเกิดขึ้นกับพื้นผิว เช่น เชื้อรา สีซีดหลุดล่อน และจะช่วยยืดอายุสีให้ติดแน่น อยู่ทนนาน สีดูสดใหม่ได้นานกว่าเดิม

หลักในการเลือกสีรองพื้นมี 2 ข้อ ดังนี้

1) การทาสีรองพื้น ต้องดูสภาพปูนของบ้านคุณก่อน ได้แก่

• บ้านปูนเก่าอายุ 5 ปีขึ้นไป > ควรเลือก สีรองพื้นปูนเก่า

• บ้านปูนใหม่อายุ 1 – 2 เดือน > ควรเลือก สีรองพื้นปูนใหม่

• บ้านปูนสดที่เพิ่งฉาบปูนเสร็จใน 2 – 5 วัน > ควรเลือกสีรองพื้น Quick Primer ซึ่งสามารถบนพื้นผิวที่มีความชื้นสูงกว่ามาตรฐานได้เป็นอย่างดี

‘ช่างนี้ชี้แนะ’ ในปัจจุบันมีผลิตภัณฑ์สีรองพื้นอเนกประสงค์ที่สามารถใช้ได้กับพื้นผิวปูนทุกชนิด ทั้งปูนเก่า ปูนใหม่ และปูนสด ซึ่งจะช่วยให้ #มือใหม่สายDIY ทาสีได้อย่างไม่ดาย ไม่ยุ่งยาก

2) เลือกสูตรสีรองพื้น

• สีรองพื้นสูตรน้ำ : กลิ่นอ่อนไม่ฉุน เหมาะกับผนังภายใน ใช้งานง่ายกว่า แห้งเร็วกว่า ทาสีทับหน้าได้เร็วกว่า 

• สีรองพื้นสูตรน้ำมัน : มีกลิ่นที่ฉุนกว่า แต่ประสิทธิภาพเมื่อเทียบกับสูตรน้ำ ‘สูตรน้ำมัน’ จะมีคุณภาพมากกว่า จึงเหมาะกับผนังภายนอกมากกว่า

• สีรองพื้นแบบสีใส : เหมาะกับพื้นผิวที่สีเก่าไม่มีปัญหาอะไร 

• สีรองพื้นแบบสีขาว : เหมาะกับผู้ที่ต้องการจะกลบรอยปัญหาต่างๆ จากพื้นผิวเดิม สามารถเลือกได้ตามสภาพผิวเลยครับ

 

ทาสีทับหน้า

.

.

ในขั้นตอนนี้ถือว่าเป็น ขั้นตอนที่สำคัญที่สุด เพราะการเตรียมการทั้งหมดที่กล่าวมานั้นก็เพื่อให้ขั้นตอนนี้มีประสิทธิภาพ ให้การทาสีห้องของคุณออกมาดีที่สุดนั่นเอง

‘ช่างนี้ชี้แนะ’ คุณควรทำการทาสีทับหน้า 2 ครั้ง เพื่อให้การทาสีมีคุณภาพมากที่สุด

เมื่อทาสีรองพื้นทิ้งไว้อย่างน้อย 4-6 ชั่วโมงแล้ว จึงค่อยทำการทาสีทับหน้าที่คุณได้เตรียมไว้ 1 ครั้งก่อน โดยทิ้งไว้ 2-3 ชั่วโมง แล้วทาสีในครั้งที่ 2 ทับไปอีกครั้ง 

 

เก็บรายละเอียดงานให้เรียบร้อย

.

.

เมื่อสีทับหน้าที่ทาไว้ได้แห้งสนิทแล้ว ให้ลอกเทปกาวออก และทาสีเก็บมุมขอบต่างๆ ให้เรียบร้อยเพื่อให้งานออกมาเนี๊ยบที่สุด

ในที่สุดคุณก็จะได้ห้องใหม่ ในสไตล์ที่ใช่ ด้วยฝีมือการทาสีของตัวเอง ได้เก็บไว้เป็นความทรงจำ ซึ่งการทาสีบ้าน เป็นสิ่งที่คุณเองก็สามารถทำได้ เพียงแค่ต้องเลือกใช้ผลิตภัณฑ์สีให้ถูกประเภท และต้องเข้าใจกระบวนการ เข้าใจขั้นตอนการทาสีที่ถูกต้อง

 

แต่สำหรับใครที่ไม่มีเวลา หรือลองทาสีด้วยตัวเองแล้ว แต่ต้องการผู้ช่วยมาดูแล ให้ทีมช่างอุ่นใจ 24 FIX ทีมทาสีมือหนึ่ง งานได้มาตรฐาน จองบริการได้ที่ : www.24fix.co

 

#มือช่างที่คุณวางใจ

#คิดซ่อมบ้านคิดถึง24FIX

 

ติดต่อสอบถามเพิ่มเติมได้ที่

LINE : @24fix หรือ http://nav.cx/hFKUxZl

Facebook Chat : m.me/24fixco

☎ ศูนย์บริการสุขภาพบ้าน

Call center : 02-114-7052

 

#24FIX

#maintenanceservicesolution

#งานซ่อมมาตรฐานบริการประทับใจ

Categories
ช่างรู้คู่บ้าน

เรื่องไฟที่ต้องรู้ ก่อนติดตั้งเครื่องทำน้ำอุ่น

ช่างรู้คู่บ้าน | Home Companion

เรื่องไฟที่ต้องรู้ ก่อนติดตั้งเครื่องทำน้ำอุ่น

เข้าสู่ฤดูหนาวกันแล้ว

ช่วงนี้หลายคนกำลังหาซื้อเครื่องทำน้ำอุ่นกันอยู่ใช่ไหมครับ

.

.

แต่ก่อนที่จะไปเลือกซื้อเครื่องทำน้ำอุ่นคลายหนาวยามอาบน้ำในตอนเช้า เราควรรู้ ‘เรื่องไฟฟ้า’ ก่อนติดตั้งเครื่องทำน้ำอุ่นกันก่อน เพราะเป็นอุปกรณ์ไฟฟ้าที่มีความเสี่ยงต่อการเกิดไฟรั่วไฟดูดเป็นลำดับต้นๆ

เรื่องความปลอดภัยของบ้านและชีวิตของคนในครอบครัวประเมินมูลค่าไม่ได้ เพราะฉะนั้น ‘ช่างอุ่นใจ’ จะขออาสาพาทุกคนไปรู้เรื่องไฟฟ้าก่อนติดตั้งเครื่องทำน้ำอุ่น เพื่อลดความเสี่ยงจากอันตรายที่อาจเกิดขึ้นกันครับ

 

เลือกเครื่องทำน้ำอุ่นแบบไหนดี?

.

.

:: ขนาดวัตต์ ::

เครื่องทำน้ำอุ่นมีหลายแบบ หลายรุ่นให้คุณได้เลือกใช้

แต่สำหรับคนกรุงเทพฯ อากาศไม่หนาวมาก ช่างอุ่นใจแนะนำให้เลือกขนาด 3,500 วัตต์ก็เพียงพอแล้ว จะช่วยให้คุณประหยัดไฟลงไปได้

:: ระบบความปลอดภัย ::

เลือกเครื่องทำน้ำอุ่นที่มีชุดอุปกรณ์ทำหน้าที่ป้องกันไฟรั่วไฟดูดหรือเบรกเกอร์กันไฟดูด (ELCB) ติดกับตัวเครื่องมาให้แล้ว

:: สายไฟ ::

หากขนาดสายไฟไม่เพียงพอกับความต้องการกำลังไฟของเครื่องทำน้ำอุ่น อาจทำให้เกิดปัญหาน้ำไม่ร้อนตามมาได้ สำหรับการเลือกสายไฟนั้นมีหลักการง่ายๆ ดังนี้

– ยกตัวอย่างเช่น

เครื่องทำน้ำอุ่นที่มีกำลังไฟฟ้า 3,500 วัตต์

ให้ทำการหารด้วย 1,320

จะได้ผลลัพธ์ = 2.65

ดังนั้น ควรเลือกสายไฟฟ้าที่มีหน้าตัดขนาด 3 sq.mm ขึ้นไป ซึ่งเพียงพอกับกำลังไฟฟ้าที่เครื่องทำน้ำอุ่นต้องการนั่นเอง

 

ติดตั้งเครื่องทำน้ำอุ่น จำเป็นต้องติดเบรกเกอร์ไหม?

.

.

เครื่องทำน้ำอุ่นจากแบรนด์มาตรฐานรุ่นใหม่ๆ ที่ผลิตออกมา ส่วนใหญ่จะมีชุดอุปกรณ์ที่ทำหน้าที่ป้องกันไฟรั่วติดตัวเครื่องมาให้แล้ว แต่ต้องติดตั้งให้ถูกวิธี ก็จะมีความปลอดภัย วางใจไร้กังวลได้

แต่.. ชุดอุปกรณ์ภายในอาจเสื่อมสภาพ หรือเสียหายจากการใช้งานตามกาลเวลา ให้คุณได้มั่นใจอย่างเต็มที่ ‘ช่างอุ่นใจ’ จึงแนะนำให้ติดตั้งเบรกเกอร์กันไฟดูด (ELCB) ไว้อีกตัวหนึ่งเพื่อลดความเสี่ยงจากไฟรั่วไฟดูด เซฟบ้าน เซฟชีวิตให้ปลอดภัยได้มากกว่า เพียงแค่เพิ่มการติดตั้ง ELCB ในราคาไม่ถึงพัน

สำหรับใครที่สนใจซื้อเครื่องทำน้ำอุ่น

พร้อมติดตั้ง + แถมฟรี! เบรกเกอร์กันไฟดูด

เพียง 5,550.- (จากปกติ 6,200)

24 FIX จัดโปรโมชั่นถึง 30 พ.ย. 63 เท่านั้น!

คลิ้กอ่านรายละเอียด : https://24fix.co/blog/water-heater-promotion

 

หน้าตาคล้ายกัน แต่ห้ามใช้สลับกัน

เพราะอันตรายถึงชีวิต!!

.

.

แม้หน้าตาของอุปกรณ์ทั้งสองประเภทจะดูคล้ายๆ กัน แต่เบรกเกอร์กันไฟดูด (ELCB/ELB) จะมีราคาแพงกว่าเบรกเกอร์ทั่วไป (Circuit Breaker) เสมอ เพราะ ELCB จะทำหน้าที่ตัดวงจรตอนกระแสไฟฟ้าเกิน รวมถึงตัดไฟฟ้าลัดวงจร และที่สำคัญสามารถตัดไฟรั่วได้อีกด้วย เพียงแต่เบรกเกอร์ทั่วไปทำหน้าที่ได้เหมือนกัน แต่จะไม่ตัดไฟตอนไฟรั่วนั่นเอง

 

เชื่อว่าหลายๆ คนคงเคยสังเกตป้ายบนเครื่องทำน้ำอุ่นที่มีคำเตือนติดอยู่ว่า..

“อันตรายถึงชีวิต ถ้าไม่ติดตั้งสายดิน”

.

.

‘สายดิน’ จึงมีความสำคัญต่อความปลอดภัยของระบบไฟฟ้าภายในบ้านอย่างมาก เพราะเป็นเส้นทางนำกระแสไฟฟ้าที่รั่วไหลสู่ใต้พื้นดิน ช่วยป้องกันอันตรายจากไฟฟ้าที่ไหล่เข้าสู่ตัวคุณได้

เครื่องทำน้ำอุ่นทุกเครื่องต้องต่อสายดิน โดยช่างอุ่นใจแนะนำว่าสายดินในตัวเครื่องทำน้ำอุ่น และสายดินที่ต่อออกจากตัวเครื่องจะต้องไม่เล็กกว่า 2.5 sq.mm. และมาตรฐานแท่งกราวนด์ต้องมีขนาดไม่น้อยกว่า 5 หุน ปักลงไปในดินต้องไม่ต่ำกว่า 5 ฟุต

 

ปรึกษาทุกปัญหาเรื่องบ้าน

ให้ ‘ทีมช่าง’ สุดอุ่นใจคนนี้ดูแลได้เสมอ พร้อมเคียงข้างคุณทุกช่วงเวลา

 

#มือช่างที่คุณวางใจ

#คิดซ่อมบ้านคิดถึง24FIX

 

ติดต่อสอบถามเพิ่มเติมได้ที่

LINE : @24fix หรือ http://nav.cx/hFKUxZl

Facebook Chat : m.me/24fixco

☎ ศูนย์บริการสุขภาพบ้าน

Call center : 02-114-7052

 

#24FIX

#maintenanceservicesolution

#งานซ่อมมาตรฐานบริการประทับใจ

Categories
ช่างรู้คู่บ้าน

ไฟรั่ว ไฟดูด ไฟช๊อต ภัยใกล้ตัวถึงชีวิต!

ช่างรู้คู่บ้าน | Home Companion

ไฟรั่ว ไฟดูด ไฟช๊อต ภัยใกล้ตัวที่มองไม่เห็น

ภัยจากไฟดูดและไฟไหม้

.

.

ที่เกิดจากไฟฟ้าลัดวงจรเป็นภัยใกล้ตัวที่อาจเกิดขึ้นได้ตลอดเวลา โดยเฉพาะคนที่ไม่รู้วิธีป้องกัน และวิธีใช้งานที่ถูกต้องจะเสี่ยงเป็นอันตรายถึงแก่ชีวิตได้!

วันนี้ช่างรู้คู่บ้าน มีวิธีป้องกันไฟฟ้าดูดมาแชร์ให้รู้ จากเรื่องใกล้ตัวภายในบ้านมาบอกกันครับ พร้อมแนะนำบริการตรวจเช็คระบบไฟฟ้าจาก 24 FIX เพื่อป้องกันและลดความเสี่ยงของปัญหาไฟฟ้ารั่ว ไฟช๊อต ไฟดูด ไปดูกันได้เลย!

 

ไปเริ่มกันที่สิ่งของใกล้ตัว เป็นของใช้ภายในบ้าน นั่นก็คือ ‘ปลั๊กพ่วง’

เลือกปลั๊กพ่วงที่ได้มาตรฐาน

ปลั๊กพ่วงที่ดีจะต้องมีสายไฟ และเต้าเสียบที่ใช้วัสดุไม่ติดไฟ อย่างเช่น พลาสติก ABS หรือ โพลีคาร์บอเนต (Polycarbonate) ที่เป็นพลาสติกคุณภาพสูง ไว้ใช้กับกระจกหน้าเครื่องบิน กระจกหน้าหมวกกันน็อค เป็นต้น รวมถึงควรเลือกปลั๊กพ่วงยี่ห้อที่มีเครื่องหมาย มอก. (มาตรฐานผลิตภัณฑ์อุตสาหกรรม)

‘ช่างนี้ชี้แนะ’

สิ่งสำคัญก่อนซื้อ-ก่อนใช้ปลั๊กพ่วง ควรเขย่าเพื่อฟังเสียงเบื้องต้นก่อน ถ้ามีเสียงตอนเขย่า อาจเป็นเกิดจากตะกั่วบัดกรีหลุดออกมา ซึ่งถ้าหากนำไปใช้งานอาจทำให้เป็นอันตรายถึงแก่ชีวิตได้

 

ไม่เสียบปลั๊กมากเกิน

ไม่ควรใช้ปลั๊กไฟพ่วงตัวเดียวเสียบปลั๊กเครื่องใช้ไฟฟ้าขนาดใหญ่หลายเครื่อง หรือเครื่องใช้ไฟฟ้าที่ต้องใช้กระแสไฟฟ้าตลอดเวลา เช่น ตู้เย็น เครื่องทำน้ำเย็น เป็นต้น

ควรใช้ปลั๊กไฟแบบถาวรที่ติดกับผนัง และมีการแบ่งและกระจายการใช้งาน ไม่รวมอยู่ในจุดเดียวกันมากเกินไป เพื่อป้องกันสายไฟเกิดความร้อนสูง ทำให้กระแสไฟฟ้าลัดวงจร ส่งผลให้เกิดเพลิงไหม้ตามมาได้

 

ตรวจสอบอุปกรณ์อยู่เสมอ

การที่ไฟฟ้าลัดวงจรเป็นเหตุให้เกิดเพลิงไหม้ หรือไฟรั่วไฟดูดทำให้ผู้ประสบภัยถึงแก่ชีวิต มักเกิดจากอุปกรณ์เซฟตี้ต่างๆ ชำรุดเสียหาย หรือความมักง่าย และขาดความชำนาญของช่าง จนทำให้เกิดความเสียหายตามมานั่นเอง

เราจึงควรหมั่นตรวจเช็คสายไฟอย่างสม่ำเสมอ โดยสภาพสายไฟเก่า หรือหมดอายุการใช้งาน สามารถสังเกตได้จากฉนวนที่มีการแตก บวม แห้งกรอบ

การชำรุดของฉนวนสายไฟฟ้าอาจเกิดจากหนู/แมลงกัดแทะ, ถูกของมีคมบาด, วางของหนักทับ หรือเดินสายไฟฟ้าใกล้แหล่งความร้อน เป็นต้น หากเกิดการชำรุดเสียหายของอุปกรณ์ หรือสายไฟควรรีบทำการซ่อมแซมแก้ไขโดยด่วนก่อนจะเกิดอันตรายตามมาในภายหลัง

เพราะฉะนั้น บ้านที่มีอายุการใช้งานนานหลายปี รวมถึงการมีอุปกรณ์เครื่องใช้ไฟฟ้าในบ้านเป็นจำนวนมาก ควรได้รับการตรวจเช็คสภาพระบบไฟฟ้าภายในบ้านเป็นระยะ เพื่อป้องกันปัญหา ประเมินความเสี่ยง และแก้ไขระบบไฟฟ้าให้ทำงานได้อย่างปลอดภัย ด้วยบริการตรวจเช็คระบบไฟอย่างละเอียด 6 จุด ครอบคลุมบ้านทั้งหลังในครั้งเดียว ดังนี้

– ตรวจเช็คมิเตอร์ไฟฟ้า

– ตรวจเช็คการเชื่อมต่อสายไฟ

– ตรวจเช็คปลั๊กทุกจุด

– ตรวจเช็คตู้ไฟประจำบ้าน

– ตรวจเช็คสายดิน กราวน์

– ตรวจเช็คอุปกรณ์ควบคุม, เบรคเกอร์, Safe T Cut

📱 ปรึกษาศูนย์บริการสุขภาพบ้านได้ที่ LINE : http://nav.cx/hFKUxZl

 

มือเปียกห้ามจับ

หลายคนหลังจากอาบน้ำเสร็จ โดยที่มือของคุณยังเปียกชื้นอยู่ มักมีนิสัยหยิบจับโทรศัพท์ที่ชาร์จไว้อยู่เพื่อเช็คการอัพเดตต่างๆ

ซึ่งพฤติกรรมดังกล่าวมีความเสี่ยงเป็นอย่างมาก เพราะกระแสไฟฟ้าสามารถไหลผ่านมาสู่ร่างกายเราได้อย่างสะดวก และรวดเร็ว อันตรายต่อชีวิตเป็นอย่างยิ่ง เพราะฉะนั้น คุณควรอาบน้ำแต่งตัวให้เสร็จสิ้นก่อนดีกว่า แล้วค่อยมาเช็คโทรศัพท์ในภายหลังกันต่อได้ยาวๆ!

 

สลิปเปอร์คู่ใจ

คุณควรหาซื้อสลิปเปอร์ (Slipper) คู่ใจมาติดบ้านไว้สักคู่

อย่ากลัวว่าการใส่รองเท้าเดินไปมาในบ้านจะทำให้บ้านสกปรกเพราะการใส่รองเท้าสามารถป้องกันไฟฟ้าที่อาจรั่วไหลจากอุปกรณ์ไฟฟ้ามาสู่ตัวคุณได้ ไม่ว่าจะเป็นคอมพิวเตอร์ มือถือที่เสียบชาร์จไว้ หรือแม้กระทั่งตู้เย็น

‘ช่างนี้ชี้แนะ’

ก่อนซื้อควรเลือกรองเท้าที่พื้นมีความฝืด ไม่ลื่น ก็จะช่วยเพิ่มความปลอดภัยจากอุบัติเหตุลื่นล้มภายในบ้านได้

 

ปรึกษาทุกปัญหาเรื่องบ้าน

ให้ ‘ทีมช่าง’ สุดอุ่นใจคนนี้ดูแลได้เสมอ พร้อมเคียงข้างคุณทุกช่วงเวลา

 

#มือช่างที่คุณวางใจ

#คิดซ่อมบ้านคิดถึง24FIX

 

ติดต่อสอบถามเพิ่มเติมได้ที่

LINE : @24fix หรือ http://nav.cx/hFKUxZl

Facebook Chat : m.me/24fixco

☎ ศูนย์บริการสุขภาพบ้าน

Call center : 02-114-7052

 

#24FIX

#maintenanceservicesolution

#งานซ่อมมาตรฐานบริการประทับใจ

Categories
ช่างรู้คู่บ้าน

10 อุปกรณ์ สามัญประจำบ้าน

ช่างรู้คู่บ้าน | Home Companion

10 อุปกรณ์ (ช่าง) สามัญประจำบ้านที่ทุกบ้านควรมี

รวมสิ่งของจำเป็นไว้ในโพสต์เดียว!

เพราะบ้านยังต้องมี ‘ยาสามัญประจำบ้าน’

ที่คอยเป็นยารักษา ช่วยเหลือยามคุณเจ็บป่วยในเบื้องต้นได้

 

‘อุปกรณ์ช่างสามัญประจำบ้าน’ ก็เป็นสิ่งที่จำเป็นกับบ้านของเราไม่แพ้กัน

เพราะอุปกรณ์เหล่านี้จะช่วยคุณจัดการปัญหางานซ่อมง่ายๆ ได้ด้วยตัวคุณเอง

 

อุปกรณ์ชิ้นสำคัญที่ต้องมีติดบ้านเอาไว้ชิ้นแรกเลยก็คือ ‘ตลับเมตร’

อุปกรณ์ชิ้นนี้เอาไว้วัดระยะต่างๆ เพื่อเช็คความเรียบร้อยเวลาเราจะติดตั้งสิ่งของต่างๆ หรือวัดเพื่อตัดวัสดุให้พอดีขนาด รวมถึงการวัดเพื่อทราบขนาดเบื้องต้นในการให้ข้อมูลที่เป็นประโยขน์แก่ช่างผู้ให้บริการได้ เช่น วัดระยะการเดินสายไฟ, ระยะเดินท่อน้ำ หรือวัดขนาดพื้นที่เพื่อทาสี เป็นต้น

โดยส่วนมากตลับเมตรในท้องตลาดจะมีระยะตั้งแต่ 1 – 5 เมตร ซึ่งถ้าจะมีติดบ้านเอาไว้ ทีมช่างอุ่นใจขอแนะนำให้ซื้ออยู่ที่ 3 เมตร ก็พอครับ

 

อุปกรณ์ช่างชิ้นนี้มักใช้คู่กับตลับเมตรก็คือ ‘ระดับน้ำ’

ซึ่งถ้าตลับเมตรมีไว้วัดระยะ แต่ที่วัดระดับน้ำมีหน้าที่ในการตรวจความเรียบร้อยการวัดของเราไม่ให้ลาดเอียง

โดยระดับน้ำส่วนมากจะมีหน้าตาเหมือนไม้บรรทัดเหล็กที่บรรจุหลอดแก้วน้ำเขียวๆ และมีฟองขนาดเม็ดถั่วข้างใน ตรงจุดนี้เอง คือ สิ่งที่เราใช้ตรวจสอบความลาดเอียง โดยการนำไปขนาบกับจุดที่ต้องการวัด หากฟองอากาศไหลมาอยู่ตรงกลางหลอด แสดงว่าระดับดังกล่าวขนานหรือตั้งฉากได้ระดับที่เหมาะสมแล้ว

 

‘บันได’ เป็นอุปกรณ์ที่ควรมีติดบ้านเป็นอย่างยิ่ง

เพื่อช่วยให้การปีนขึ้นไปตรวจสอบปัญหา แก้ไขเบื้องต้น หรือซ่อมแซมอุปกรณ์ในที่สูงได้ เช่น การเปลี่ยนหลอดไฟ หรือติดตั้งอุปกรณ์บนผนังที่สูง ซึ่งบางคนอาจจะคิดว่าบันไดไม่จำเป็น สามารถใช้โต๊ะหรือเก้าอี้แทนก็ได้ ซึ่งเป็นความคิดที่ผิด เพราะการใช้งานอุปกรณ์ไม่ถูกประเภท อาจทำให้เกิดอันตรายตามมาได้ อาจได้ไม่คุ้มเสีย ทีมช่างอุ่นใจขอเตือนทุกคนไว้ก่อนนะครับ!

 

‘ไฟฉาย’

ได้ใช้อุปกรณ์นี้แน่นอนในยามสำคัญเมื่อไฟดับ หรือต้องซ่อมแซมอุปกรณ์/ตรวจสอบปัญหาในพื้นที่ที่แสงสว่างไม่เพียงพอ

แนะนำให้ใช้แบบที่เป็นหลอดไฟ LED ซึ่งจะให้แสงสว่างที่มาก แต่ใช้กระแสไฟฟ้าน้อย ซึ่งไฟฉายแบบหลอดไฟ LED นี้ สามารถใช้งานได้นาน หลายสิบปีเลย เนื่องจากหลอดแบบ LED เป็นหลอดที่ไม่มีไส้ จึงไม่เกิดปัญหาหลอดขาด หลายคนคิดว่า อาจใช้ไฟฉายจากมือถือทดแทนได้ ซึ่งมือถือจะใช้ได้ในกรณีส่องดูระยะใกล้ๆ เท่านั้น! เพราะฉะนั้น ช่างอุ่นใจ ขอแนะนำว่า ‘ไฟฉาย’ ต้องมีติดบ้านกันไว้ด้วยนะครับ

 

‘ค้อน’

สำหรับประเภทของค้อนในวงการช่างนั้นมันมีหลากหลายประเภท

แต่ที่ ‘ช่างอุ่นใจ’ แนะนำว่าตัวเดียวจบก็คือ #ค้อนหงอน ซึ่งเป็นค้อนที่มีหงอนไก่อยู่ด้านหลังของหัวค้อนนี้เอง สามารถใช้ได้ทั้งตอก ทุบ และถอนตะปูได้ แนะนำให้เลือกค้อนที่มีขนาดน้ำหนักอยู่ที่ 16 ออนซ์ ด้ามค้อนควรมีความยาวพอเหมาะจับถนัดและกระชับมือ หุ้มด้วยยาง เพื่อช่วยให้ค้อนไม่หลุดมือได้ ขอบอกว่าซื้อตัวนี้ตัวเดียว ‘จบ’ แน่นอน

 

อีกอุปกรณ์ที่ขาดไม่ได้เลยก็คือ ‘สว่านมือไฟฟ้า’

เพียงต่อปลั๊กก็สามารถเจาะผนังเบา นำร่องตะปู ขันสกรู ช่วยผ่อนแรงไปได้มาก ซึ่งเดี๋ยวนี้สว่านมือก็มีหลากหลายขนาดมากๆ รวมทั้งมีแบบใส่ถ่านไร้สายอีกด้วย สะดวกมากๆ แต่ถ้าใครอยากลงทุนสว่านตัวเดียวจบ แนะนำให้ซื้อสว่านที่มีโหมดเจาะกระแทกด้วยนะ เอาไว้เจาะพวกผนังคอนกรีตได้ด้วย โดยกำลังไฟที่ใช้ควรเลือกขนาด 300 วัตต์

 

‘ชุดประแจ’ นับว่าเป็นอุปกรณ์ที่ควรมีติดบ้านเอาไว้ เพราะว่าเอาไว้ใช้ขันหัวน็อตหรือสกรูในงานพวกเหล็กต่างๆ ‘ความพลาด’ ของคนที่ซื้อติดบ้านเอาไว้ก็คือ เรามักจะซื้อเป็นประแจชิ้นเดี่ยวๆ มา ทำให้บางทีขนาดหัวประแจนั้นไม่ตรงกับงานที่ทำอยู่

‘ทีมช่างอุ่นใจ’ ขอแนะนำให้ซื้อเป็นกล่องไว้เวลาหลากหลายขนาด เพื่อที่จะไม่พลาด แต่ถ้ารู้สึกว่าแพงไป เราแนะนำให้ซื้อเป็นแบบ #ประแจเลื่อนได้ ที่สามารถปรับขนาดหัวได้นั่นเอง

 

อุปกรณ์พื้นฐานที่ต้องมีติดเอาไว้ก็คือ ‘ไขควง’

เพราะเอาไว้ขันสกรูหรือหัวน็อตยึด หรือใช้ประกอบสิ่งของต่างๆ ซึ่งปัจจุบันนี้ไขควงนั้นมีหลากหลายวัสดุและขนาดมากๆ โดย ‘ทีมช่างอุ่นใจ’ แนะนำว่าควรต้องมีติดบ้านไว้เลยก็คือ ไขควงหัวสี่แฉก และ ไขควงหัวปากแบน แต่ถ้าสามารถมีแบบที่วัดไฟได้ด้วยก็จะยิ่งดีมากๆ เพราะจะช่วยในงานตรวจเช็คปลั๊กไฟ-สายไฟต่างๆ

 

‘คีม’

เป็นเครื่องมือช่างที่ใช้ในการจับ ดัด บีบ ตัด ซึ่งจะสามารถใช้กับวัตถุขนาดเล็ก เช่น เส้นลวดหรือสายไฟ แต่ที่ ‘ช่างอุ่นใจ’ แนะนำให้มีติดบ้านไว้ คือ #คีมปากจระเข้ ปากคีมมีคมไว้สำหรับตัดด้านข้าง และสามารถใช้จับชิ้นงานได้อยู่ภายในตัวเดียวกัน และ #คีมปากจิ้งจก ใช้สำหรับจับโลหะแบนหรือสายไฟ ปากคีมมีลักษณะเรียวแหลมและมีขนาดเล็ก เหมาะกับการใช้งานในที่แคบ และงานไฟฟ้า

 

‘เทปพันสายไฟ’

เป็นอีกเครื่องมือช่างที่ควรมีติดบ้านไว้ เพราะหากสายไฟเกิดชำรุดขึ้นมา ก็สามารถใช้เทปพันสายไฟมาซ่อมแซมเบื้องต้นได้ หลังจากนั้น ควรเรียกทีมช่างผู้เชี่ยวชาญงานไฟฟ้าเข้ามาดูแลโดยด่วน

อีกทั้งยังสามารถใช้พันรอยต่อของสายไฟเพื่อป้องกันไฟรั่วหรือไฟดูดได้อีกด้วย วัสดุที่ใช้ทำเทปพันสายไฟนั้น เป็นพลาสติกที่ทนต่อการความร้อน ยืดหยุ่นได้ ก่อนที่จะพันเทปเข้ากับสายไฟ ควรดึงเทปให้ยืดก่อน เพื่อลดการเกิดฟองอากาศนั่นเอง

 

แต่ถ้าดูแลรักษาบ้านเบื้องต้นด้วยตัวเองไม่ไหวแล้วล่ะก็..

ให้ ‘หมอบ้าน’ สุดอุ่นใจคนนี้ดูแลได้เลย!

 

#มือช่างที่คุณวางใจ

#คิดซ่อมบ้านคิดถึง24FIX

 

ติดต่อสอบถามเพิ่มเติมได้ที่

LINE : @24fix หรือ http://nav.cx/hFKUxZl

Facebook Chat : m.me/24fixco

☎ ศูนย์บริการสุขภาพบ้าน

Call center : 02-114-7052

 

#24FIX

#maintenanceservicesolution

#งานซ่อมมาตรฐานบริการประทับใจ

Categories
ช่างรู้คู่บ้าน

6 เช็คลิสต์ ก่อนคิดปรับปรุงบ้าน

ช่างรู้คู่บ้าน | Home Companion

6 เช็คลิสต์ ก่อนคิดปรับปรุงบ้าน

 

#แล้วการปรับปรุงบ้านจะไม่ปวดหัวอีกต่อไป กับ 6 เช็คลิสต์สุดปังนี้

การรีโนเวทบ้านถือเป็นอีกทางเลือกหนึ่งที่นิยมกันอย่างมาก

เพราะเป็นการเพิ่มฟังก์ชันการใช้งานให้ตอบโจทย์กับคนในครอบครัว

ทำให้บ้านมีชีวิตวีวา และถือเป็นการปรับปรุงบ้านให้อยู่ในสภาพเหมือนใหม่!

แต่เพราะ #การปรับปรุงบ้านมันไม่ง่าย

ที่คุณทั้งสับสน กังวล และไม่รู้จะเริ่มจากจุดไหนก่อน

วันนี้ทีมช่างอุ่นใจจึงขอนำเสนอให้คุณทำเช็คลิสต์นี้

ก่อนที่คุณจะลงมือปรับปรุงบ้านจริงๆ ครับ

 

ถึงเวลาที่คุณและคนในครอบครัวจะได้กลับมาทบทวนเกี่ยวกับฟังก์ชันการใช้งานภายในบ้านอีกครั้ง ว่ามีอะไรที่คุณยังรู้สึกขาด และต้องการที่จะเพิ่มเข้าไป คุณต้องการจะเปลี่ยนตรงจุดใด หรือมีพื้นที่ส่วนไหนที่ควรต้องปรับปรุง

::FYI:: ช่างนี้ชี้แนะ

ให้ทุกสมาชิกภายในบ้านลิสต์ออกมาให้ได้มากที่สุด เพื่อที่จะได้เห็นความต้องการและปรับให้เป็นไปในทิศทางเดียวกัน จากนั้นค่อยตัดออกในส่วนที่ยังไม่จำเป็นในภายหลัง 

 

เป็นขั้นตอนที่ใครหลายๆ คนน่าจะชื่นชอบมากที่สุด เพราะคุณจะได้ฟุ้งอยู่กับไอเดียที่คุณต้องการ เราแนะนำให้คุณลองหาดีไซน์ที่ชื่นชอบจากนิตยสาร หรือเว็บไซต์อย่าง Pinterest, Instagram พอคุณรวบรวมได้แล้วให้เอาทั้งหมดมารวมกัน คุณก็จะเห็นภาพทันทีว่าดีไซน์ประมาณไหนที่คุณชื่นชอบ 

::FYI:: ช่างนี้ชี้แนะ

ขั้นตอนนี้เหมือนจะไม่มีอะไร แต่ถือว่าเป็นขั้นตอนที่สำคัญมาก ที่คุณจะได้เรียนรู้ความต้องการของตัวคุณเอง ทำให้คุณอธิบายกับทีมออกแบบก่อสร้างถึงความต้องการของคุณได้ดียิ่งขึ้น ส่งผลให้งานไฟนอลออกมาตรงตามความต้องการของคุณได้มากที่สุด

 

คุณควรร่วมกันเลือกซื้อวัสดุก่อสร้างกับผู้เชี่ยวชาญ โดยสิ่งสำคัญในการเลือกวัสดุ คือ คุณภาพและความทนทาน ซึ่งปัจจุบันมีการนำนวัตกรรมต่างๆ มาผสานเพื่อเพิ่มประสิทธิภาพ และช่วยให้มีอายุการใช้งานที่ยาวนานขึ้น เพราะจะปรับปรุงบ้านทั้งทีควรเลือกวัสดุที่มีคุณภาพอยู่ได้ยาวนาน ไม่ต้องมาปวดหัวภายหลังกับวัสดุก่อสร้างคุณภาพต่ำ

::FYI:: ช่างนี้ชี้แนะ

หากวัสดุที่คุณชื่นชอบมีคุณสมบัติไม่เหมาะสม เช่น ชอบพื้นไม้จริง แต่พื้นที่มีความชื้นสูง ลองมองหาวัสดุทดแทนก็เป็นตัวเลือกที่น่าสนใจเช่นกับครับ

 

เรื่องงานโครงสร้างและระบบต่างๆ ของที่อยู่อาศัย นับว่าเป็นเรื่องที่ยากและซับซ้อนอยู่ไม่น้อยเลยทีเดียวสำหรับการปรับปรุงบ้านในแต่ละครั้ง เป็นเรื่องที่เราไม่สามารถมองเห็นได้ทั้งระบบ เพราะบางจุดก็แอบซ่อนอยู่ด้านในผนัง ดังนั้นจึงควรเช็คขั้นตอนนี้อย่างถี่ถ้วนจะดีที่สุด

::FYI:: ช่างนี้ชี้แนะ

ขั้นตอนนี้คุณควรได้รับคำปรึกษาจากทีมงานเฉพาะทางเช่น วิศวกรโครงสร้าง เพื่อที่จะได้วิเคราะห์แนวทางการปรับปรุงที่ชัดเจน ปลอดภัย และ ถูกต้องตามกฎหมาย

 

คงไม่มีใครอยากให้เกิดขึ้นนัก กับเรื่องงบประมาณบานปลายและงานที่ไม่เสร็จไปตามกำหนด เพราะค่าแรงต่างๆ มีจะเพิ่มมากขึ้นเรื่อยๆ ถ้าหากงานล่าช้าเกินกว่ากำหนด เสียทั้งเงิน เสียทั้งเวลา ดังนั้นเมื่อรวบรวมข้อมูลต่างๆ เสร็จแล้ว ก็อย่าลืมที่จะวางแผนเรื่องระยะเวลาการทำงานให้ชัดเจน

 

ในการปรับปรุงบ้านนั้นต้องอาศัยการติดต่อประสานงานจากทีมงานหลายๆ ฝ่าย เช่น ผู้ออกแบบ วิศวกร ผู้รับเหมา

 

ดังนั้น คุณควรเลือกทีมช่างที่มีคุณภาพ วางใจได้ และเพื่อเป็นการลดความกังวลในการติดต่อประสานกับหลายฝ่าย คุณควรเลือกใช้บริการการปรับปรุงบ้านที่ครบวงจร อย่าง 24 FIX ก็เป็นตัวเลือกที่ดีไม่น้อย

 

เพราะเราจะดูแลงานปรับปรุงบ้านของคุณตั้งแต่ต้นจนจบ (End-to-End service) ด้วยคำแนะนำจากวิศวกรและการปฎิบัติงานจากทีมช่างที่ได้คุณภาพ ผ่านการคัดสรรมาอย่างดีแล้วจาก 24 FIX พร้อมบริการหลังการขายที่ทำให้คุณอุ่นใจได้มากกว่าเคย

 

ปรึกษางานรีโนเวท และตกแต่งบ้าน/คอนโด ได้ที่นี่เลย!

เรายินดีให้คำแนะนำในการปรับปรุงบ้านกับทุกท่าน

โดยผู้ช่วยส่วนตัวดูแลงานรีโนเวทโดยเฉพาะ พร้อมดูแลคุณทุกขั้นตอน

 

#มือช่างที่คุณวางใจ

#คิดซ่อมบ้านคิดถึง24FIX

 

ติดต่อสอบถามเพิ่มเติมได้ที่

LINE : @24fix หรือ http://nav.cx/hFKUxZl

Facebook Chat : m.me/24fixco

☎ ศูนย์บริการสุขภาพบ้าน

Call center : 02-114-7052

 

#24FIX

#maintenanceservicesolution

#งานซ่อมมาตรฐานบริการประทับใจ

Categories
ช่างรู้คู่บ้าน

คำนวน BTU แอร์อย่างไร?#เซฟทั้งเรา #เซฟทั้งโลก

ช่างรู้คู่บ้าน | Home Companion

คำนวน BTU แอร์อย่างไร? #เซฟทั้งเรา #เซฟทั้งโลก

#ช่างรู้คู่บ้าน

ปฏิเสธไม่ได้เลยว่าในปัจจุบันแทบจะทุกครัวเรือนต้องมีการติดตั้งเครื่องปรับอากาศไว้คลายร้อน

แต่หลายคนยังมีความเข้าใจแบบผิดๆที่ว่า “ยิ่งแอร์มีขนาดใหญ่เท่าไหร่ก็จะยิ่งเย็นมากขึ้นเท่านั้น”

อันที่จริงแล้วเราควรที่จะติดตั้งขนาดของเครื่องปรับอากาศให้เหมาะกับขนาดห้องต่างหากจึงจะถูกต้อง

 

BTU คืออะไร

BTU (British Thermal Unit) คือ หน่วยที่ใช้วัดปริมาณความร้อนหน่วยหนึ่ง ซึ่งในเรื่องของแอร์นั้นค่า BTU จะเป็นค่าความสามารถในการถ่ายเทความร้อนออกจากห้องปรับอากาศในหน่วย BTU ต่อชั่วโมง โดยวัดความร้อน 1 BTU คือปริมาณความร้อนที่ทำให้น้ำ 1 ปอนด์มีอุณหภูมิที่เพิ่มขึ้นหรือลดลง 1 องศาฟาเรนไฮต์

ตัวอย่าง แอร์ที่มีขนาด 9,000 BTU คือแอร์ที่สามารถถ่ายเทความร้อนออกจากห้องปรับอากาศ 9,000 BTU ภายในระยะเวลา 1 ชั่วโมงนั้นเอง

 

ทำไมต้องคำนวณ BTU แอร์ให้พอเหมาะกับขนาดของห้อง?

ถ้าเลือก BTU สูงไป คอมเพรสเซอร์จะทำงานตัดบ่อยเกินไป ทำให้ประสิทธิภาพในการทำงานลดน้อยลง ทำให้ความชื้นในห้องสูง ไม่สบายตัวและที่สำคัญราคาแพงและสิ้นเปลืองพลังงาน

ถ้าเลือก BTU ต่ำไป คอมเพรสเซอร์จะทำงานตลอดเวลา เพราะความเย็นห้องไม่ได้ตามอุณหภูมิที่ตั้งไว้ อาจจะสิ้นเปลืองพลังงานมากกว่าเลือกบีทียูที่พอดีกับห้อง และทำให้อายุการใช้งานสั้นลง มีโอกาสเสียเร็วมากขึ้น

สรุปว่า การคำนวณ BTU แอร์ให้เหมาะสมกับพื้นที่ เพื่อที่จะช่วยให้แอร์ทำงานได้เต็มประสิทธิภาพ ไม่สิ้นเปลืองพลังงานและประหยัดค่าใช้จ่ายของคุณอีกด้วย

 

วิธีการคำนวณ BTU แอร์โดยใช้สูตรการหาพื้นที่ห้อง

สูตรการหาพื้นที่ห้อง

BTU = [กว้าง (เมตร) x ยาว (เมตร)] x ตัวแปร

โดยมีตัวแปร ดังนี้

– ใช้ตัวแปร 750 สำหรับห้องนอนปกติ (ห้องไม่โดนแดดหรือโดนแดดน้อย)

– ใช้ตัวแปร 800 สำหรับห้องนอนปกติ (ห้องโดนแดด เช่น ผนัง 2 ฝั่งเป็น กระจก หรือมีฝั่งที่รับแสงเต็มๆ)

– ใช้ตัวแปร 850 สำหรับห้องทำงาน  (ห้องไม่โดนแดดหรือโดนแดดน้อย)

– ใช้ตัวแปร 900 สำหรับห้องทำงาน (ห้องโดนแดด เช่น ผนัง 2 ฝั่งเป็น กระจก หรือมีฝั่งที่รับแสงเต็มๆ)

– ใช้ตัวแปร 1,000 – 1,200 สำหรับร้านอาหาร ร้านทำผม มินิมาร์ท ร้านค้า สำนักงาน *โดนแดด

– ใช้ตัวแปร 1,100 – 1,500 ห้องประชุม ห้องสัมมนา ร้านอาหารสุกี้ / ชาบู / ปิ้งย่าง ที่มีหม้อต้มหรือเตาความร้อนเยอะ หรือห้องที่มีจำนวนคนต่อพื้นที่เยอะกว่าปกติหลายเท่า

::ตัวอย่าง:: การคำนวณ BTU แอร์ 

โจทย์ห้องนอนที่โดนแดดแบบเต็มๆ กว้าง 7 เมตร, ยาว 6 เมตร

BTU = [7 เมตร x 6 เมตร] x 800

        = 42 ตารางเมตร x 800

        = 33,600 => 34,000

เพราะฉะนั้นผู้ซื้อแอร์ควรใช้แอร์ขนาด 34,000 BTU

(สามารถสูง-ต่ำได้นิดหน่อย แต่ไม่ควรเกิน 1,000 BTU)

 

ปัจจัยที่ควรพิจารณาเพิ่มเติมก่อนการติดตั้งแอร์มีดังนี้

– ทิศทางที่แดดส่องหรือทิศที่ตั้งของห้อง

– วัสดุหลังคามีฉนวนกันความร้อนหรือไม่

– ความสูงระหว่างพื้นกับเพดานห้อง

– ขนาดของประตูหรือหน้าต่างกระจก

– ความถี่ในการเปิด/ปิดประตู เข้า/ออก

– จำนวนคนในห้อง

– จำนวนเครื่องใช้ไฟฟ้าในห้อง อาทิ คอมพิวเตอร์ ตู้เย็น ไมโครเวฟ เตาอบ

เป็นอย่างไรบ้างครับกับวิธีการคำนวณขนาด BTU แอร์ให้พอดีกับขนาดห้องในวันนี้ ช่างรู้คู่บ้าน หวังว่าข้อมูลนี้จะเป็นประโยชน์ให้กับทุกคนที่กำลังจะติดตั้งเครื่องปรับอากาศ แต่ถ้าหากคุณยังลังเลใจอยู่ บริการจาก 24 FIX ก็เป็นทางเลือกที่ดีเช่นกันนะครับ

 

รับคำแนะนำ ปรึกษาการติดตั้งแอร์ ล้างแอร์ ซ่อมแอร์

โดยทีมช่างอุ่นใจ 24 FIX จบงานทุกซ่อม

บริการครอบคลุมทุกความต้องการภายในบ้าน

 

#มือช่างที่คุณวางใจ

#คิดซ่อมบ้านคิดถึง24FIX

 

ติดต่อสอบถามเพิ่มเติมได้ที่

LINE : @24fix หรือ http://nav.cx/hFKUxZl

Facebook Chat : m.me/24fixco

☎ ศูนย์บริการสุขภาพบ้าน

Call center : 02-114-7052

 

#24FIX

#maintenanceservicesolution

#งานซ่อมมาตรฐานบริการประทับใจ

Categories
ช่างรู้คู่บ้าน

ห้องนอนควรติดตั้งแอร์ตรงจุดไหนดี?

ช่างรู้คู่บ้าน | Home Companion

ห้องนอนควรติดตั้งแอร์ตรงจุดไหนดี?

#ช่างรู้คู่บ้าน

:: คำถามยอดฮิต ::

ห้องนอนควรติดตั้งแอร์ตรงจุดไหนดี? 

เพราะการนอนหลับในทุกค่ำคืนเป็นสิ่งที่สำคัญ

การติดตั้งแอร์ในตำแหน่งที่ไม่เหมาะสม อาจส่งผลกระทบต่อสุขภาพในระยะยาวได้..

เพราะฉะนั้น วันนี้ทีมช่างอุ่นใจ จะพาทุกคนไปเลือกตำแหน่งติดตั้งแอร์

เพื่อให้การนอนในทุกค่ำคืนเต็มเปี่ยมไปด้วยคุณภาพ พร้อมรับวันใหม่ได้อย่างสดชื่น เต็มตื่นในทุกวันๆ

 

ไม่ควรติดตั้งแอร์ในด้านหัวเตียงและปลายเตียง

เป็นตำแหน่งที่ปล่อยลมออกมาปะทะกับร่างกาย และศีรษะโดยตรง ซึ่งเป็นต้นเหตุให้เกิดปัญหาสุขภาพได้ เพราะทิศทางลมจากเครื่องปรับอากาศที่สวนจากปลายเท้าขึ้นมาทางศีรษะ ลมเย็นจะพัดสวนเข้าจมูก หากเครื่องปรับอากาศไม่ได้ทำความสะอาด หรือสะสมสิ่งสกปรกไว้นาน อากาศที่เป่าออกจากแอร์จะมีความชื้นและนำเชื้อโรคออกมาด้วย ซึ่งเป็นส่วนหนึ่งของสาเหตุที่ทำให้เกิดโรคเกี่ยวกับระบบทางเดินหายใจได้

 

ตำแหน่งเหนือประตูห้อง

จุดที่ไม่ควรติดตั้งแอร์ เพราะการเปิด-ปิด ประตูแต่ละครั้งจะทำให้ความเย็นออกจากห้องนอนได้ง่าย และอุณหภูมิใกล้ประตูไม่คงที่ ส่งผลให้อากาศเย็นช้า เครื่องปรับอากาศจะทำงานหนักและกินไฟมากกว่าปกติ

 

ตำแหน่งที่เหมาะสมกับการติดตั้งแอร์ในห้องนอนมากที่สุด คือ..

ผนังด้านที่ตั้งฉากกับเตียง ให้ทิศทางลมจากตัวเครื่องพัดขวางลำตัวในเวลานอน อาจติดตั้งเครื่องปรับอากาศให้ตรงบริเวณกลางเตียงหรือขยับเยื้องค่อนไปทางปลายเตียงเล็กน้อย จะช่วยลดความเสี่ยงในการเกิดโรคภูมิแพ้หรือระบบทางเดินหายใจได้

นอกจากตำแหน่งการติดตั้งแอร์ที่เกี่ยวกับสุขภาพแล้ว ยังต้องคำนึงถึงความปลอดภัยกันด้วย โดยไม่ติดตั้งเครื่องปรับอากาศบนอุปกรณ์ไฟฟ้าทุกชนิด เนื่องจากขณะที่แอร์กำลังทำงาน มักจะมีปัญหาน้ำแอร์หยด หากมีอุปกรณ์ไฟฟ้าอยู่ด้านล่าง จะทำให้อุปกรณ์ไฟฟ้าเสียหาย อาจเกิดเหตุไฟช็อตตามมาได้

 

เครื่องทำความเย็นทุกๆ ประเภท ไม่ควรติดตั้งในจุดที่โดนแสงแดดหรือมีเครื่องทำความร้อน

โดยเฉพาะผนังบ้านทางทิศใต้และทิศตะวันตก ซึ่งเป็นทิศที่รับแสงแดดเกือบตลอดทั้งวัน ทำให้เครื่องปรับอากาศทำงานหนักขึ้น ค่าไฟก็สูงขึ้นตามไปด้วย

หากบางห้องไม่สามารถเลี่ยงในการติดตั้งในทิศดังกล่าวได้ อาจเลือกซื้อเครื่องปรับอากาศชนิดฝังฝ้า/เพดานแทน

 

ห้องแต่ละห้องจะมีรูปร่างและขนาดต่างกัน

วิธีการมองหาจุดติดตั้งแอร์มีหลักการใกล้เคียงกันคือ ติดตั้งมุมที่เครื่องปรับอากาศสามารถกระจายลมเย็นไปทั่วทั้งห้องได้ ไม่ติดตั้งในมุมอับ เพราะการกระจายความเย็นอาจทำได้ไม่ดีเท่าที่ควร

:: ยกตัวอย่าง :: เช่น

ห้องสี่เหลี่ยมผืนผ้า ตำแหน่งติดตั้งควรอยู่ในตำแหน่งผนังแนวยาว เพื่อให้ความเย็นที่ออกมากระจายไปทางซ้ายและขวาของห้องได้อย่างทั่วถึง

 

รับคำแนะนำ ปรึกษาการติดตั้งแอร์ ล้างแอร์ ซ่อมแอร์

โดยทีมช่างอุ่นใจ 24 FIX จบงานทุกซ่อม

บริการครอบคลุมทุกความต้องการภายในบ้าน

 

#มือช่างที่คุณวางใจ

#คิดซ่อมบ้านคิดถึง24FIX

 

ติดต่อสอบถามเพิ่มเติมได้ที่

LINE : @24fix หรือ http://nav.cx/hFKUxZl

Facebook Chat : m.me/24fixco

☎ ศูนย์บริการสุขภาพบ้าน

Call center : 02-114-7052

 

#24FIX

#maintenanceservicesolution

#งานซ่อมมาตรฐานบริการประทับใจ

Categories
ช่างรู้คู่บ้าน

สายไฟหมดอายุแล้วหรือยัง?

ช่างรู้คู่บ้าน | Home Companion

สายไฟหมดอายุแล้วหรือยัง?

#ทุกอย่างมีวันหมดอายุ สายไฟก็เช่นกัน

ถึงแม้ว่าสายไฟฟ้าจะถูกออกแบบมาให้มีอายุการใช้งานที่ยาวนาน..

แต่ทุกสิ่งย่อมชำรุดเสียหายและเสื่อมสภาพไปตามกาลเวลา

เพราะเรื่องไฟฟ้าไม่ใช่เรื่องล้อเล่น สายไฟเก่าที่เสื่อมสภาพ ไม่ได้รับการดูแลเป็นสิ่งที่อันตรายอย่างยิ่ง! วันนี้ทีมช่างอุ่นใจขออาสาพาทุกคนไปรู้เรื่องฟืนไฟกันให้มากขึ้น ไปดูกันเลย!

 

อายุของสายไฟ..

สายไฟมีอายุการใช้งานที่ยาวนานโดยประมาณ 15-20 ปี

หากบ้านไหนเดินสายไฟแบบร้อยท่อด้วยจะช่วยให้สายไฟมีอายุการใช้งานที่ยาวนานยิ่งขึ้น

ด้วยอายุการใช้งานที่ยาวนานของสายไฟ เกือบทุกบ้านจึงละเลยใน การตรวจสอบคุณภาพสายไฟ ทั้งภายใน และภายนอกบ้าน

 

สังเกตสีของสายไฟ..

สายไฟที่สีเปลี่ยนไปอย่างสายไฟสีขาวที่เปลี่ยนเป็นสีคล้ำหรือมีฝุ่นจับมาก แสดงว่ามีสิ่งผิดปกติที่อาจมาจากจุดต่อสายต่างๆ ไม่แน่น หรือมีการใช้กระแสไฟเกินกำลังของอุปกรณ์ได้เช่นกัน

 

สังเกตฉนวนของสายไฟ

ฉนวนของสายไฟต้องอยู่ในสภาพสมบูรณ์ ไม่มีร่องรอยเปื่อย รอยแห้งกรอบ รอยไหม้ รอยแตกร้าว หรือร่องรอยการชำรุดอื่นๆ 

หากพบว่าสายไฟมีรอยเปื่อย แห้งกรอบ รอยไหม้ แตกร้าว จนเห็นลวดทองแดงด้านใน ให้รีบติดต่อช่างผู้เชี่ยวชาญมาทำการซ่อมแซมและเปลี่ยนโดยทันที!

 

ตรวจสอบสายไฟที่อยู่ในจุดที่มองไม่เห็น

จุดนี้ถือว่าเป็นจุดที่อันตรายเป็นอย่างยิ่ง เพราะเรามองไม่เห็น เช่น ใต้ฝ้าเพดานหรือผนัง เพราะหากฉนวนหุ้มสายไฟฉีกขาด อาจทำให้เกิดไฟช็อต, ไฟดูด หรือไฟฟ้าลัดวงจร และเกิดเพลิงไหม้ตามมาได้ บ้านที่มีอายุหลายสิบปี ควรมีการตรวจเช็ค 1 ครั้ง ภายใน 1-2 ปี

 

ตรวจสอบปลั๊กและสวิตซ์ไฟ

ไม่เพียงแต่สายไฟที่ต้องได้รับการตรวจเช็คเท่านั้น

อุปกรณ์เชื่อมต่อกับสายไฟ เช่น เต้ารับ สวิตช์ไฟ ก็ควรได้รับการตรวจเช็ค และดูแลรักษาเช่นกัน

หากตัวเต้ารับมีรอยแตกร้าว และหลวมเมื่อเวลาเสียบปลั๊กแนะนำให้ทำการเปลี่ยน ที่สำคัญอย่าลืมตรวจสอบว่าไฟเข้าทุกจุด หรือมีการรั่วของไฟฟ้าหรือไม่ โดยใช้ไขควงเช็กไฟไปแตะบริเวณรูปลั๊กนั่นเอง

เพื่อความปลอดภัยควรเรียกใช้บริการช่างไฟมืออาชีพของ 24 FIX ในการตรวจเช็คสภาพสายไฟภายในบ้านของคุณ

 

รับคำปรึกษาตรวจสุขภาพบ้าน เปลี่ยน-เพิ่มจุดปลั๊กไฟ

โดยทีมช่างอุ่นใจ 24 FIX จบงานทุกซ่อม จัดการทุกงานปัญหากวนใจภายในบ้าน 

 

LINE : @24fix หรือ http://nav.cx/hFKUxZl

Facebook Chat : m.me/24fixco

☎ ศูนย์บริการสุขภาพบ้าน

Call center : 02-114-7052

 

#24FIX

#maintenanceservicesolution

#งานซ่อมมาตรฐานบริการประทับใจ